“ระทึก! โจรบุกชิงทรัพย์หญิงสาวในลานจอดรถห้างดัง รปภ.เผยไม่กล้าช่วยเหลือเพราะคิดว่าเรื่องทะเลาะของผัวเมีย”

จากเหตุการณ์ที่หญิงสาวถูกทำร้ายร่างกายเพื่อชิงทรัพย์ที่ลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลาง กทม. เมื่อไม่นานมานี้ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดตำรวจจะสามารถจับกุมคนร้ายได้ แต่ก็มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย นั่นคือ รปภ. ของห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น ไม่กล้าเข้าไประงับเหตุเพราะคนร้ายอ้างว่าเป็นเรื่องของสามีภรรยาทะเลาะกัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายครั้งที่มิจฉาชีพก่ออาชญากรรมกับเหยื่อที่เป็นสุภาพสตรี  ข้ออ้างอย่างหนึ่งที่พลเมืองดีทั้งหลายไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือเนื่องจากปกติแล้วสังคมไทยถือกันว่า เรื่องผัวเมียถ้าเขาดีกันเราก็ส่วนเกินทำให้เกิดเรื่องน่าเศร้าสลด ขึ้นในหลายๆ กรณีทั้งที่เราสามารถช่วยตำรวจระงับเหตุเบื้องต้นได้ วันนี้สกู๊ปหน้า 5 จะพาไปดูมุมมองของหลายฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

“ก็มีเรื่อยๆ ละครับ เรื่องผัวเมียทะเลาะวิวาทกันเนี่ย ส่วนใหญ่จะพยายามไกล่เกลี่ยมากกว่าจะให้เป็นคดีความ”

เป็นคำบอกเล่าของ จ.ส.ต.กัมปนาท กาฬภักดี ผบ.หมู่ป้องกันและปราบปราม สน.หนองค้างพลู โดยปกติในภารกิจสายตรวจประจำวัน หลายครั้งหลายคราวก็ต้องกลายเป็นตัวกลางในการเจร จาไกล่เกลี่ย ซึ่งจะพยายามให้ทั้งสองฝ่ายใจเย็นๆ ค่อยๆ เจรจากันมากกว่าที่จะให้มีการแจ้งความดำเนินคดีเนื่องจากจะได้ไม่บานปลาย

เมื่อเราถามถึงมุมมองของค่านิยมเรื่องผัวเมียห้ามยุ่ง ซึ่งคำกล่าวนี้กลายเป็นช่องทางให้มิจฉา ชีพก่อเหตุกับเหยื่อที่เป็นผู้หญิงโดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือ จ.ส.ต.กัมปนาทให้ทัศนะว่าอาจจะเป็นเพราะเหตุ 2 ประการ

ประการแรกคือ บางคนอาจจะมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของตน และประการที่สองคือ จากประสบ การณ์ของหลายๆ บุคคลพบว่า สามี ภรรยาทะเลาะวิวาทกัน แม้จะทำร้ายร่างกายกันจนถึงเลือดตกยางออก แต่หากท้ายที่สุดคืนดีกัน บุคคลที่สามที่เข้าไปห้ามหรือไกล่เกลี่ยมักจะถูกทั้งสองฝ่ายมองว่าเป็นคนไม่ดีไป จึงไม่มีใครกล้าเข้าช่วยเหลือ

“แต่ถ้าเป็นตำรวจ จะบอกว่าเรื่องผัวเมียไม่ได้หรอกครับ ตำรวจต้องเข้าระงับเหตุทันทีที่พบเห็น” และ จ.ส.ต.กัมปนาท ยังฝากไปถึงประชาชนผู้ที่พบเห็นเหตุเหล่านี้ คำแนะนำคือให้พยายามถ่วงเวลาไว้แล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อมาระงับเหตุโดยทันที

“จริงๆ ถ้าถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันแรงๆ แล้วพลเมืองดีสามารถเข้าไปห้ามได้นะครับ เพราะการทำร้ายร่างกายกัน ถึงจะบอกว่าเป็นสามีภรรยาก็อ้างไม่ได้ เพราะการทำร้ายร่างกายก็ถือว่าละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้วครับ”

ถัดจากมุมของตำรวจ เรามาฟังมุมของนักกฎหมายกันบ้าง ณรงค์ศักดิ์ เกสรินทร์ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากฎหมายในหน่วยงานแห่งหนึ่งได้ให้มุมมองว่า บุคคลทั่วไปจะยุ่งเกี่ยวหรือไม่ ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ทว่าหากเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ เช่น กรณีดังกล่าวคือ รปภ. ประจำห้างนั้น นิติกรท่านดังกล่าวบอกว่า รปภ. มีอำนาจหน้าที่โดยตรงสามารถระงับเหตุได้ทันที

“ผมว่านะ ไม่ว่าจะเป็น รปภ. หรือว่าบุคคลทั่วไป จริงๆ เราไม่รู้หรอกว่าในที่สาธารณะเนี่ยใครเป็นผัวเมียกันจริงหรือเปล่า แต่ถ้าด้วยความเป็นวิญญูชน ด้วยความมีมนุษยธรรมแล้วถ้าเห็นผู้หญิงถูกทำร้ายแบบนั้น อย่างน้อยๆ เข้าไปถามให้รู้เรื่อง หรือถ้าช่วยได้ก็ควรช่วย เพราะการทำร้ายร่างกายยังไงก็ผิดกฏหมายอยู่แล้ว”

ทั้งนี้คุณณรงค์ศักดิ์ ให้คำแนะนำว่าจริงๆ ไม่ต้องถามผู้กระทำผิดเลยว่าเป็นเรื่องในครอบครัวหรือไม่ แค่เหยื่อร้องขอให้ช่วยพลเมืองดีก็สามารถช่วยเหลือได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องคดีความนั้นศาลจะเป็นผู้พิจารณาอีกทีหนึ่ง เพราะต่อให้เป็นสามีภรรยากันจริง กฎหมายก็ไม่ได้อนุญาตให้สามารถทำร้ายร่างกายกันได้

เช่นเดียวกับ น้าออด นักกฎหมายอิสระแห่ง www.aod-lawyer.com ได้ให้ความเห็นไปใน ทางเดียวกัน ทั้งนี้เพราะตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ที่ระบุว่า ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควร แก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้น ไม่มีความผิด

ดังนั้นหากมีเหตุทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ผู้ที่ประสบเหตุสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลว่าเป็นเรื่องในครอบครัวหรือไม่ ในทางกลับกันผู้ที่นิ่งดูดายอาจมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 374 ที่ระบุว่า ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจ ช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความ จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในมุมมองของน้าออดให้ความสนใจไปที่ทัศนคติ ค่านิยมของสังคมไทยที่ควรจะเปลี่ยนแปลงมากกว่า

“สังคมเรายังเคยชินกันอยู่ว่าเรื่องในครอบครัวถึงจะเป็นการทำร้ายร่างกายแค่ไหนก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าไปยุ่ง ทั้งที่ในแง่ของกฎหมายไม่ได้อนุญาตให้คนในครอบครัวทำร้ายร่างกายกันได้ ดัง นั้น พลเมืองดี สามารถเข้าห้ามปรามได้โดยสมควรแก่เหตุอยู่แล้ว ผมจึงอยากให้เปลี่ยนแปลงค่านิยมจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดกว่า” ทนายอิสระกล่าวทิ้งท้าย

จากสถิติของศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง พบว่า ในแต่ละปีมีผู้มาขอคำปรึกษากรณีความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุดร้อยละ 70-80 โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากทัศนคติที่ผิดๆ ของผู้ชายในสังคมไทย ที่คิดว่าตนมีอำนาจ และกำลังที่เหนือกว่าภรรยา จึงมักจะแสดงออกด้วยการทำร้ายร่างกายภรรยา ซึ่งสามีหลายคนหากเคยได้ทำร้ายร่างกายภรรยาครั้งแรกแล้ว มักจะมีครั้งต่อ ไปเสมอ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ในหลายกรณีพบว่าผู้ก่อเหตุมักเป็นอดีตสามีหรือหย่ากันแล้วแต่ยังคงคุกคามหรือทำร้ายเหยื่อ รวมถึงคู่ที่คบหาเป็นแฟนกันและคู่ที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันด้วย

จากความเชื่อดั้งเดิมของสังคม กลายมาเป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพใช้ก่อเหตุโดยที่ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงต้องเป็นหน้าที่ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ไม่ดีเหล่านี้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุเท่านั้น

แต่เพราะเป็นเรื่องของความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ระหว่างหญิง-ชายในฐานะมนุษย์ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติคุ้มครองไว้เช่นกัน

scoop@naewna.com

ที่มา : http://www.naewna.com/scoop/7795

Advertisements

About naelkung

PR Consulting, Media Monitoring, Catering, Marketing, Gadgets, Traveling, / Touch me !!!! U will know all about me...

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s