“ทรูฮิตส์” แฉพฤติกรรมคนไทยแห่ดูเว็บนอก ฉุดเว็บไทย “เพจวิว” ไม่โต ทั้งที่ประชากรเน็ตเพิ่มแตะ 25 ล้านคน ส่งผลโอกาสทำเงินจากโฆษณาของเว็บไทยยาก ดิจิทัลเอเยนซี่ยอมรับเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์เทไปที่เว็บต่างชาติโดยเฉพาะ “เฟซบุ๊กและกูเกิล”

ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค บริษัท ศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย จำกัด หรือทรูฮิตส์ (Truehits.net) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากผลงานวิจัยสถิติภาพรวมการใช้อินเทอร์เน็ตของประเทศไทย พบว่าประเทศไทยมีประชากรอินเทอร์เน็ตมากกว่า 25 ล้านคน โดยมีคนไทยที่ออนไลน์เฉลี่ยวันละ 6.15 ล้านคนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ซึ่งคนไทยออนไลน์เฉลี่ย 5.05 ล้านคนต่อวัน แต่จากสถิติพบว่า “เพจวิว” ของเว็บไทยมีการเติบโตไม่ถึง 1% จากปี 2553 มีจำนวน 125 เพจวิว เพิ่มเป็น 127 ล้านเพจวิวในปี 2554

สิ่งที่เกิดขึ้นหมายความว่า คนไทยนิยมใช้งานเว็บไซต์ต่างประเทศมากกว่าเว็บไทย โดยเฉพาะเว็บไซต์เครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่างกูเกิล ซึ่งจากปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในประเทศไทยจะไหลไปอยู่ที่เว็บต่างประเทศเป็นหลัก ประกอบกับปัจจุบันมีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่างประเทศมองเห็นโอกาสดังกล่าว เข้ามาเปิดบริการเชิงรุกในประเทศไทยมากขึ้น

ดร.ปิยะกล่าวว่า จากที่เฝ้าดูข้อมูลอยู่ทุกปี ทำให้เป็นห่วงสถานการณ์ของเว็บไซต์สัญชาติไทย เพราะเท่ากับว่าเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในเมืองไทยส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ต่างชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้คือเว็บไซต์ไทยรายเล็กต้องปรับตัว เพราะโอกาสทางธุรกิจของเว็บไซต์พันธุ์ไทยจะอยู่ยาก โอกาสอยู่รอดก็จะมีเพียงเว็บไซต์รายใหญ่มาก อย่างพันทิป สนุก กระปุก และเอ็มไทย เป็นต้น

ขณะที่นายอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อะแด็ปเตอร์ ดิจิตอล จำกัด ดิจิทัลเอเยนซี่รายใหญ่ เปิดเผยว่า ทิศทางของการใช้เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในไทยไหลไปที่เว็บไซต์ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยที่มีการเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์กดังอย่างเฟซบุ๊ก และกูเกิล นอกจากนี้กูเกิลก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายพื้นที่โฆษณาเว็บไซต์ต่างประเทศด้วย

คนไทยใช้เวลาบนเว็บไซต์ของไทยน้อยลง แต่ใช้เวลากับโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น จนทำให้เฟซบุ๊กและกูเกิลกลายเป็นศูนย์กลางในการที่จะเชื่อมต่อเพื่อเข้าไปดูข้อมูลยังแหล่งต่าง ๆ ทำให้การวางแผนซื้อสื่อออนไลน์จึงให้น้ำหนักกับเว็บต่างประเทศมากขึ้น โดยในปีนี้คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ รวมทั้งเสิร์ชเอ็นจิ้น, โซเชียลมีเดีย มีมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท

นายอรรถวุฒิกล่าวว่า ในกรณีของบริษัทในปี 2553 ใช้เม็ดเงินโฆษณากับเว็บไซต์ไทย 82% แต่ในปี 2554 งบฯโฆษณาในเว็บไซต์ไทยลดเหลือ 71% และปี 2555 คาดว่าเม็ดเงินที่ลงในเว็บต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35-40% แม้การใช้งบประมาณกับเว็บไซต์ไทยยังมีสัดส่วนมากกว่า แต่ถ้าดูจากเทรนด์แล้วอาจถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดี

ขณะที่นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าของและผู้ก่อตั้ง pantip.com เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อัตราการเติบโตของผู้ใช้เว็บพันทิปยังเติบโตในลักษณะเดียวกับปีที่แล้ว กราฟเพจวิวของพันทิปยังเป็นขาขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเพราะมีสมาชิกเว็บหลายคนพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้ใช้งานผ่านมือถือมาแจกให้ผู้ใช้ฟรีหลายแอป จึงมีช่องทางสำหรับผู้ใช้ผ่านมือถือ และทางพันทิปก็กำลังพัฒนาเว็บใหม่ เป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 หรือพันทิป 3 จี เพื่อเพิ่มฟีเจอร์และลูกเล่นใหม่ ๆ ในเว็บให้เข้ากับยุคสมัยได้ง่ายขึ้น

การเติบโตของโฆษณาในเว็บในภาพรวมน่าจะอยู่ประมาณ 15% ไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน ซึ่งเท่าที่คุยกับเอเยนซี่โฆษณา พบว่า ในช่วงหลัง ๆ เว็บต่างประเทศเข้ามาแย่งงบฯโฆษณาจากเว็บไทยไปเยอะ แต่ส่วนตัวไม่กังวลและคิดว่าไม่ควรจะกังวลเพราะเป็นการแบ่งสันกันตามปกติในตลาด แม้เวลานี้รายใหญ่จากต่างชาติจะเข้ามาเยอะ แต่ผู้ประกอบการรายใหม่หรือรายเล็กของไทยยังมีโอกาสเติบโต กรณีเว็บ Ensogo คือตัวอย่างที่ดี เพราะคนไทยทำเองจนประสบความสำเร็จ ทำให้เห็นว่ายังมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นได้ในโลกออนไลน์ ถ้าคิดนอกกรอบจริง ๆ

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1339294820&grpid=10&catid=06&subcatid=

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s