หลากหลายคำถามเกี่ยวกับบทบาทของ“โซเชียล เน็ตเวิร์ค”เครื่องมือมัดใจลูกค้าที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนต้องอยู่ในระยะการมองเห็นของนักการตลาด

ด้วยฐานะหนึ่งในกลยุทธ์ชั้นยอดที่ไม่ว่าจะขายหรือซีอาร์เอ็มก็มีช่องให้ได้มาซึ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายได้

อย่างไรก็ตามในบรรดานักค้านักขายที่หลั่งไหลเข้ามาขอร่วมอินเทรนด์เป็นนักรู้ (ใจ) ลูกค้าจนทำให้บรรยากาศโดยรวมเข้าขั้นเป็น “โซเชียล เน็ตเวิร์ค ฟีเวอร์” นั้น อีกมุมหนึ่งยังมีคนที่แม้จะจับต้นชนปลายได้ถูก อ่านแล้วเข้าใจ แต่พอนำไปใช้ก็ยังไม่โดน หรือทำได้ก็แค่เดินหน้าอย่างเตาะแตะเพื่อให้ไปถึง ณ ปลายทางใหญ่ของตัวเอง

 “นิวมีเดีย รวบรวมมุมมองและความเห็นน่าสนใจจากงานสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ “Social Network กับการบริหารงานยุคใหม่” มาฝาก เผื่อเก็บไว้ใช้เป็นไอเดีย

แค่ “Like” ไม่มีประโยชน์
กูรูและที่ปรึกษาเรื่องแบรนดิ้ง “ศิริกุล เลากัยกุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด กล่าวว่า กระบวนการสร้างแบรนด์ได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ก่อนที่จุดการต้นเริ่มจากกระบวนการสร้างความตระหนักรู้ ความเกี่ยวพัน และนำไปสู่ทดลองใช้ ปัจจุบันต้องพูดถึงเรื่องพันธะผูกพันรวมไปถึงการกล่าวถึงบอกต่อในกลุ่มลูกค้าด้วย

ทั้งนี้กรณีของการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเฟซบุ๊คก็เช่นกัน ในทางการตลาดแค่การกด “Like” ถือว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร ผลสำเร็จที่ต้องไปให้ถึงคือ ทำให้เกิดการแสดงความเห็น เกิดเป็นกระบวนการแบ่งปันเรื่องราวต่อกัน และกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ระดับที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้

“แค่เป็นลูกค้าระดับลอยัลถือว่าไม่เพียงพอ ต้องทำให้ได้ถึงระดับกระบอกเสียงที่ตายแทนกันได้ มิเช่นนั้นถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ”

เธอแนะว่า การเข้ามาในตลาดดิจิทัล นักการตลาดไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100% ฉะนั้นต้องเตรียมความพร้อมอย่างดีเสียก่อน

“สถานที่” ไม่ใช่คำตอบ
ศิริกุล เล่าเสริมว่า ตลาดหรือสถานที่ไม่ใช่ประเด็น หรือสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป พูดง่ายๆ คืออะไรที่อยู่ในเชิงกายภาพจะไม่ถูกจำกัดขอบเขตอีกแล้ว ด้านลูกค้าก็เช่นกันพฤติกรรมได้เปลี่ยนจากการซื้อในแบบไม่มีการตอบกลับเป็นแอคทีฟมากขึ้น ทำให้ต้องแบ่งกลุ่มออกไปตามความหลากหลายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะที่ตรงกับความต้องการกลุ่มเป้าหมาย

เธอเชื่อว่า ในประเทศไทยยังไม่เห็นชัดเจนแต่ต่อไปจะต้องเป็นรูปธรรมมากขึ้นมากกว่านี้แน่ๆ จากนี้เป็นต้นไปคำที่ใช้เรียกลูกค้าได้เปลี่ยน “consumer” เป็น “prosumer”

“ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดอีกคนกล่าวว่า โซเชียลมีเดียกลายเป็นสื่อกระแสหลักไปแล้ว การเข้าถึงผู้ส่งสารจะต้องสร้างเนื้อหาที่ผู้รับต้องการไม่ใช่ฮาร์ดเซลในสิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น

เขากล่าวว่า ถ้าไม่ใช่เซเลบไม่จำเป็นต้องประกาศให้คนอื่นรู้ทุกเรื่อง ระวังอย่าใช้คำหยาบคาย อย่าคิดว่าตัวเองแน่ ควรปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมคนรับสารแต่อย่ามากเกินไปจนเสียหลักการของตัวเอง

“โนเกียเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ไม่ผลิตสินค้าที่คนใช้ต้องการ ทั้งๆ ที่สามารถผลิตแอนดรอยด์ได้แต่กลับไปเลือกใช้วินโดว์สโฟน 7” ธันยวัชร์ยกตัวอย่าง

ด้าน “ชีพธรรม คำวิเศษ” ผู้เชี่ยวชาญด้านอี-บิซิเนส ให้มุมมองอีกแง่มุมที่สอดคล้องกันว่า พฤติกรรมนักข่าวส่วนใหญ่ชอบใช้ทวิตเตอร์มากกว่าเฟซบุ๊ค โจทย์สำคัญของคนทำการตลาดคือทำอย่างไรให้ลูกค้าและนักข่าวรีทวีตของความ แต่ทั้งนี้กูเกิลพลัสก็มองข้ามไม่ได้

เลือกได้ 2 ทาง
 “ศีลวัต สันติวิสัฎฐ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่าเฟซบุ๊คมีสถิติที่น่าสนใจ ผลสำรวจชี้ว่าใน 100 คนมี 40 คน ติดตามแฟนเพจของแบรนด์สินค้าต่างๆ และในจำนวน 40 คนนี้มีถึง 51% ที่ซื้อสินค้าจริงๆ ขณะที่ทวิตเตอร์ผู้ติดตามแบรนด์มีจำนวน 25% และในผู้ติดตามดังกล่าวมีผู้ซื้อสินค้า 67%

ข้อมูลล่าสุดวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 16 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊คสูงสุดทั่วโลก จำนวน 13.28 ล้านคน

เขากล่าวด้วยว่า ภาคองค์กรมีทางเลือก 2 ทางสำหรับการทำการตลาดด้วยโซเชียลมีเดีย คือหนึ่งทำเองและสองจ้างบริษัทเอาท์ซอร์สข้างนอกทำให้ ประการแรก หากต้องการทำเอง สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมคือ จัดสรรกำลังคน สร้างแคมเปญ ทำอะไรที่ง่ายไม่ต้องซับซ้อนมาก และพยายามใช้วิธีการสื่อสารที่มีให้ครอบคลุมทุกช่องทาง วิธีนี้มีข้อควรระวังคือ ทุกกระบวนการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคำนึงถึงทั้งเรื่องการวางตัวบุคลากร ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายที่จะตามมา

ส่วนการจ้างบริษัทภายนอกมีข้อดีคือสบายกว่าไม่ต้องคอยทำงานเอง 7 วัน 24 ชั่วโมง ด้านกลยุทธ์ที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือการเลือกคู่ค้า ความร่วมมือและความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน แต่ทั้งนี้ที่ต้องระวังคือความสามารถของบริษัทที่เลือกและงบประมาณที่ต้องจ่ายออกไป “ต้องมั่นใจว่าบริการของเขาดีจริง”

ขายของมากไปไม่ดี
 ตัวแทนธนาคารกสิกรไทยชี้ว่า กรอบการทำงานบนโลกโซเชียลประกอบไปด้วย 1.การรับฟังความคิดเห็นลูกค้าต้องทำให้เหมาะสมไม่มุ่งมั่นขายของมากเกินไป 2.พยายามดึงลูกค้าให้เข้ามามีส่วนร่วม 3.เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง 4.ซื่อสัตย์ 5.มองระยะยาวโดยรวมที่เน้นมากที่สุดคือการวางให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สร้างให้เกิดความสัมพันธ์ต่อกันในระยะยาว ให้บริการด้านคำปรึกษา และเข้าใจในไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

“อย่ามองแค่การขาย ให้มุ่งเป้าหมายไปที่การสร้างให้เกิดไวรอล เอฟเฟคท์ ที่ทำให้คนรู้สึกดีกับแบรนด์ของเรา”
ศีลวัต กล่าวเสริมว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่ลูกแก้ววิเศษที่บันดาลทุกสิ่งมาให้ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องไปกับมันเพราะคนส่วนใหญ่เริ่มใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว

ธรรมชาติดีที่สุด
ศิริกุล กูรูและที่ปรึกษาเรื่องแบรนดิ้งคนเดิม เล่าสรุปเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า การเริ่มต้นจำต้องย้อนดูตัวเองเสียก่อนว่ามีจุดแข็งและแบรนด์เป็นของตัวเองแล้วหรือยัง ถ้ามีแล้วให้ยึดมั่นในสิ่งที่หาได้ไว้เป็นสรณะ การสื่อสารกับคนอื่นให้สะท้อนจุดนี้ให้เขาได้เห็น

“แยกแยะออกให้ชัดเจนว่าแบรนดิ้งคือตัวตนไม่ใช่จุดขาย ถ้าจุดขายหมายถึงมาร์เก็ตติ้ง”

นายกสมาคมศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “ชาลอต โทณวณิก” แม่งานใหญ่งานสัมมนาครั้งนี้กล่าวสรุปทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เรื่องนี้ต้องทำในแบบที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด อย่าแข็งหรือเป็นทางการมากจนเกินไป อย่าคิดแต่จะยัดเยียดความคิดของตัวเองให้ลูกค้า

Tags : โซเชียล มีเดีย • นิวมีเดีย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s