Power of Women: รวมพลังหญิงไทย สู้ภัยมะเร็งเต้านม

page

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ.2556 เวลา 13.30 – 15.30 น.  บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยผลิตภัณฑ์วาโก้ จะจัดงานแถลงข่าวโครงการวาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม 2556 “Power of Women: รวมพลังหญิงไทย สู้ภัยมะเร็งเต้านมรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยรู้จักป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากมะเร็งเต้านม พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมนำโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และแขกรับเชิญพิเศษ คุณแหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ และคุณสุดรัก สุวรรณชัยรบ ในประเด็น “มะเร็งเต้านม รู้ทันป้องกันได้ เป็นแล้วก็ยิ้มได้” โดยมี คุณธรรมรัตน์ โชควัฒนา เป็นประธานในพิธี พร้อมแจกฟรี! Balancing Bra สำหรับผู้รับการผ่าตัดมะเร็งเต้านม   ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อาคารอัมรินทร์พลาซ่า

Advertisements

ห่วง3กลุ่มโรคระบาดในไทย คร.คลอดยุทธศาสตร์ป้องกันแก้ไขปัญหา

ASTVผู้จัดการรายวัน -คร.ห่วง3 กลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่เสี่ยงระบาดในไทย ออกยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ปัญหา ฉบับที่ 3 ใช้ในรอบ 4 ปี ตั้งแต่ 2556-2559
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่าโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่มีความเสี่ยงในประเทศไทย แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ 1 โรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำที่พบในประเทศไทย ได้แก่ โรคไข้หวัดนก โรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือเท้า ปาก โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2012 โรคลีเจียนแนร์ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย โรคไข้กาฬหลังแอ่นจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่อาจเข้ามากับแรงงานต่างด้าว กลุ่มที่ 2 โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจแพร่มาจากต่างประเทศ เช่น โรคไข้เหลือง โรคลิชมาเนียสิส โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์โรคไข้เวสต์ไนล์ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา-มาร์บวร์ก โรคสมองฝ่อวาเรียนท์ที่เกิดจากโรคสมองฝ่อในวัวหรือโรควัวบ้า และโรคที่อาจเข้ามากับสัตว์ เช่น โรคฝีดาษลิง และโรคติดเชื้อจากการใช้อาวุธชีวภาพเช่น โรคแอนแทรกซ์ ไข้ทรพิษกาฬโรค และกลุ่มที่ 3 โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเช่น โรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่โรคจากเชื้อดื้อยาชนิดใหม่ เป็นต้น

“กรมได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ(พ.ศ.2556-2559) ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพ ระบบและเครื่องมือในการป้องกันควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ มียุทธศาสตร์ 5 ข้อหลัก ได้แก่ 1.พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน รักษาและควบคุมโรค2.การจัดการระบบการเลี้ยงและสุขภาพสัตว์ และสัตว์ป่าให้ปลอดโรค3.พัฒนาระบบจัดการความรู้ และส่งเสริมการวิจัยพัฒนา 4.พัฒนาระบบบริหารจัดการเชิงบูรณาการและเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และ 5.การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ความเสี่ยงของโรคติดต่ออุบัติใหม่” อธิบดี คร. กล่าว
นพ.พรเทพ กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนก H5N1 ในสัตว์ปีกและติดเชื้อมาสู่คนตั้งแต่ปี 2546 ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดนก มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายพันธุ์เป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก ไทยจึงได้เตรียมความพร้อมในการแก้ปัญหา การป้องกันควบคุมโรคอย่างเต็มที่ โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และดูแลกำกับติดตามการแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนกและโรคติดต่ออุบัติใหม่ในระยะยาว เพื่อให้หน่วยงานทั้งรัฐ เอกชน และประชาชนใช้เป็นแผนแม่บทในการป้องกัน ควบคุมและเตรียมรับสถานการณ์การระบาด ที่ผ่านมาได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ไปแล้ว 2 ฉบับ คือ แผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาโรคไข้หวัดนกและแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ปัญหาการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ พ.ศ.2548-2550 และแผนยุทธศาสตร์ป้องกัน แก้ไขและเตรียมพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551-2553–จบ–

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

สาธารณสุขเตือนพบ’เชื้อมาลาเรีย’ดื้อยา10%

สถานการณ์โรคมาลาเรียในประเทศไทย ปี 55 พบผู้ป่วย 24,723 รายกรมควบคุมโรคเตรียมเปลี่ยนสูตรยารักษา โรคมาลาเรีย เป็นสูตร DHA-PIP หลังเฝ้าระวังทั่วประเทศ 9 จุด พบคุณภาพยาเฉลี่ย ปริ่มๆ 90% ขยายวงขึ้น หรือเชื้อดื้อต่อยาประมาณ 10% ขณะที่ปี 55 พบผู้ป่วยกว่า 24,000 ราย
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร Malaria Prevention and Control สำหรับบุคลากรจากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา 6 ประเทศ ประกอบด้วย โกตดิวัวร์, มาลี, โมซัมบิก, เซเนกัล, อูกานดาและแซมเบียว่า สถานการณ์โรคมาลาเรียทั่วโลกในแต่ละปี จำนวนประชากรที่ติดเชื้อมาลาเรียทั่วโลกมีประมาณ 300 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ ร้อยละ 90 เกิดขึ้นในแอฟริกา ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และในทวีปแอฟริกามีแนวโน้มว่าปัญหาอาจจะเพิ่มมากขึ้น
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์โรคมาลาเรียในประเทศไทย ปี 2555 พบผู้ป่วยทั้งหมด 24,723 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.24 ต่อประชากร 1,000 คน โดยแยกเป็นผู้ป่วยคนไทย จำนวน 15,287 ราย ผู้ป่วยชาวต่างชาติ จำนวน 9,436 ราย จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวน 11 ราย เป็นคนไทย 9 ราย ชาวต่างชาติ 2 ราย เมื่อแยกเป็นรายจังหวัดที่มีผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จังหวัดตาก ผู้ป่วยไทย 4,607 ราย ผู้ป่วยต่างชาติ 4,342 ราย จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ป่วยไทย 1,228 ราย ผู้ป่วยต่างชาติ 1,842 ราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ป่วยไทย 990 ราย ผู้ป่วยต่างชาติ 505 ราย จังหวัดระนอง ผู้ป่วยไทย 514 ราย ผู้ป่วยต่างชาติ 527 ราย และจังหวัดสงขลา ผู้ป่วยไทย 868 ราย ผู้ป่วยต่างชาติ 117 ราย
จึงขอแนะนำประชาชนที่เป็นเจ้าของสวนยางพารา และนำแรงงานต่างด้าวเข้ามากรีดยางหรือทำงานอื่นๆ ขอให้พาแรงงานเหล่านั้นไปรับการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียก่อน เพื่อป้องกันตนเองและคนในสังคม เพราะโรคมาลาเรียสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยาและฉีดยาจนครบ
ด้านนพ.วิชัย สติมัย ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในปี 2556 กรมควบคุมโรคจะทำการเปลี่ยนยารักษาโรคมาลาเรีย ที่เกิดจากเชื้อพลาสโมเดียม ชนิดฟัลซิปารัม ซึ่งเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงอาจทำให้เชื้อขึ้นสมอง ตับวาย จนถึงเสียชีวิต จากยาอาร์ทีซูเนต (artesunate), ยาเมโฟลควิน (mefloquine) เป็นยาสูตรผสมไดไฮโดรอาทีมิซินิน-พิเพอราควิน(Dihydroartemisininpiperaquin หรือ DHA-PIP) เนื่องจากการเฝ้าระวังเชื้อวัณโรคดื้อยาพื้นที่ 9 จุด ใน 9 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย-พม่า ไทย-กัมพูชา ไทย-ลาว และไทย-มาเลเซีย ได้แก่ จ.ระนอง แม่ฮ่องสอน ราชบุรี กาญจนบุรี ตาก อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด และยะลา พบว่า คุณภาพยาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90% หรือเชื้อดื้อต่อยา ประมาณ 10% ซึ่งตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกระบุว่า หากคุณภาพยาต่ำกว่า 90% ควรเปลี่ยนสูตรยาที่ใช้ในการรักษา โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการสั่งซื้อยาใหม่เข้ามาใช้ได้ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2556
“ที่ต้องเปลี่ยนยาที่ใช้เพราะพบว่า วงของคุณภาพยาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่า 90% ไม่มากเริ่มมีมากขึ้นในหลายจุด จากเดิมที่พบเพียงจ.จันทบุรีและตราด คุณภาพยาอยู่ที่ 87% จ.อุบลราชธานี 95-96% เริ่มพบว่าจ.ระนองและกาญจนบุรีคุณภาพลดน้อยลงเช่นกัน โดยตัวใหม่ที่จะนำมาใช้คาดว่าจะต้องสั่งซื้อให้เพียงพอกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรียชนิดนี้ ปีละ 12,000-15,000 รายหรือ 50% ของจำนวนผู้ป่วยมาลาเรียที่พบในไทยแต่ละปี โดยอีก 50% เป็นผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อพลาสโมเดียม ไวแวกซ์ ซึ่งเป็นเชื้อที่ไม่รุนแรง และยังไม่มีการดื้อยา ยาที่ใช้รักษาในปัจจุบันคือยาคลอโรควิน ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศโดยองค์การเภสัชกรรม(อภ.) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาลาเรียดื้อยา” นพ.วิชัย กล่าว

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ศิริราชจัดโครงการแก้ไขปากแหว่งเพดานโหว่เฉลิมพระเกียรติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดลได้จัดทำโครงการศัลยกรรมแก้ไขโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ จำนวน 200 ราย ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาส โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรง เจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา
ทั้งนี้ คณะฯ จะจัดให้มีการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ในวันอังคารที่ 22 ม.ค.56 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมคณะฯ ตึกอำนวยการชั้น 2 โดยมี ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ ศ.คลินิก นพ.อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์และหัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่ง และทีมแพทย์สหสาขาวิชา
“โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ เป็นความผิดปกติของใบหน้าและช่องปาก สาเหตุการเกิดโรคนั้นไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือโครโมโซมที่ผิดปกติ หรือปัจจัยภายนอกที่กระทบคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก เช่น การขาดสารอาหารหรือวิตามินบางชนิด สืบเนื่องจากพิษของยาหรือสารเคมีบางอย่าง รวมถึงการติดเชื้อจากไวรัส หรือแบคทีเรียบางชนิด และอาจเกิดจากการฉายรังสีเอกซเรย์ ฯลฯ หากท่านมีบุตรหลานเป็นโรคนี้ อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะจะเกิดปัญหาตามมาทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่การดูดกลืนนม อาหาร ปัญหาการได้ยิน การสบฟัน ปัญหาด้านภาษาและการพูด รวมถึงด้านอารมณ์และจิตใจ สำหรับการประเมินสภาพร่างกายนั้น แพทย์จะตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด ประเมินพัฒนาการด้านภาษาและการพูด รวมถึงวัดอัตราเสียงขึ้นจมูก เพื่อดูว่ามีเสียงขึ้นจมูกหรือมีลมรั่วออกทางจมูกหรือไม่ ก่อนจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป”–จบ–

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

การแข่งขันเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมย ชิงถ้วยรางวัลกรุงเทพมหานคร งานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ปีที่ 2

DSC_0112 copy (3)

 

 

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ และคณะกรรมการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ร่วมกับศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ เรียนเชิญทุกท่านรับชมและร่วมเป็นกำลังใจให้กับคณะสิงโตจากทั่วประเทศ ในการแข่งขันเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมย ชิงถ้วยรางวัลกรุงเทพมหานคร งานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ปีที่ 2 ซึ่งได้เกียรติรับเชิญคณะสิงโตจากกรุงเทพมหานครและภูมิภาครวมทั้งสิ้น 16 ทีม โดยจัดให้มีการแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันที่ 29 มกราคม 2556 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2237 0077  ต่อ 618

เชิญร่วมสนุกตั้งชื่อ“Theme”แนวคิดหลักในการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ชิงรางวัลจากศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)

โหวต pic

 

เชิญร่วมสนุกตั้งชื่อ“Theme”แนวคิดหลักในการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ชิงรางวัลจากศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)

 

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการตั้งชื่อ“Theme”แนวคิดหลักในการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 6 โดยร่วมโหวตจาก 4 ชื่อดังต่อไปนี้

โหวตเลือกชื่อที่ 1   “สานพลังเครือข่าย สร้างไทยซื่อตรง”

โหวตเลือกชื่อที่ 2   “รวมพลังชาวไทย ร่วมใจซื่อตรง”

โหวตเลือกชื่อที่ 3   “สร้างชาติ สร้างไทย สร้างใจซื่อตรง”

โหวตเลือกชื่อที่ 4   “ค่านิยมใหม่ สังคมไทยซื่อตรง”

ผู้สนใจ สามารถร่วมโหวตได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ผ่านทางลิงค์ https://docs.google.com/spreadsheet/viewform?formkey=dFdXd2NuemgzZEwyM0VWazdpSGQzY2c6MQ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 0 2644 9900 ต่อ 314 หรือที่ http://www.moralcenter.or.th

ประกาศแนวคิดที่ได้รับการคัดเลือกและรายชื่อผู้ได้รับของที่ระลึกจำนวน 50 รางวัล ในวันที่ 5 มีนาคม 2556

 

ซีเอ็นเอ็นแนะ10 นิสัยไม่ควรทำของผู้ใช้สมาร์ทโฟน

 

 

สถานีโทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็น เสนอรายงานพิเศษผ่านทางเว็บไซต์ ผ่านการสำรวจแบบเจาะลึกจนได้ 10 อุปนิสัยยอดแย่ของการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้งานสมควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกล เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และให้เกียรติต่อคนรอบข้าง โดยซีเอ็นเอ็นเตือนว่าหากใครยังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ละก็ กรุณาหยุดโดยด่วน เริ่มจาก

1. ห้ามเวลาเมาแล้วทวีต, ส่งข้อความ, อินสตาแกรม ฯลฯ เหตุผลง่ายก็คือ จะทำให้ข้อความผิดพลาดลามไปถึงผู้รับเกิดการเข้าใจผิดนั่นเอง

2. อย่าเล่นสนุกกับสมาร์ทโฟนแทบจะทุกขณะที่ว่าง ซึ่งซีเอ็นเอ็นได้ยกคำกล่าวของออสติน คลีออน นักเขียนรายหนึ่งที่กล่าวว่า คนเราจำเป็นต้องมีห้วงขณะเวลาที่จะบำเรอความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง เป็นเวลาที่เราจะตัดการสื่อสารจากภายนอกเพื่อจะเกิดไอเดียแจ่มๆ เท่ากับว่า ถ้ามัวแต่พะวงถึงการเชื่อมต่อกับโลกผ่านทางสมาร์ทโฟนอยู่ตลอด แล้วอารมณ์สุนทรีย์จะเกิดขึ้นตอนไหน

3. อย่าคร่ำครวญดรามาให้โลกเห็น เหตุผลคือทุกคนบนโลกล้วนสารพัดปัญหามากพอแล้ว เพราะฉะนั้น เลิกโอดครวญถึงความโหดร้าย ไม่ยุติธรรมบนโลกใบนี้ เพราะคนอ่านอาจแค่รอหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องขบขัน

4. การกลัวเกินเหตุ กลัวขึ้นสมองที่จะใช้โทรศัพท์ เพราะการที่สมาร์ทโฟนทำให้ช่องทางการสื่อสารมีให้เลือกมากขึ้น จึงส่งผลให้ทางเลือกในการใช้โทรศัพท์พูดคุยกันลดความนิยมลงเรื่อยๆ  ดังนั้น ยกโทรศัพท์และกดเบอร์เพื่อคุยกันเสีย

5. ควรสนใจงานคอนเสิร์ตหรือการแสดงต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะคนเราสมัยนี้จะยุ่งกับการถ่ายรูป หรือควงสมาร์ทโฟนแกว่งไปมาระหว่างรับฟังรับชมคอนเสิร์ต ซีเอ็นเอ็นกล่าวสั้นๆ แต่เพียงว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับงานคอนเสิร์ตคือ การที่ผู้ชมรับชมอย่างตั้งใจและใส่ใจ คือการให้เกียรติอะน่ะ

6. ห้ามส่งข้อความหรือภาพลามกอนาจาร ไม่ต้องอธิบายคิดว่าคงทราบกันเป็นอย่างดี

7. อย่าบันทึกวีดีโอของเพื่อนชวนขายหน้า อย่าเด็ดขาด เพราะน่าจะมีมหกรรมเอาคืนเกิดขึ้นได้ง่าย

8. ห้ามใช้สมาร์ทโฟนยามอารมณ์พลุ่งพล่าน เพราะอาจจะมาเสียใจภายหลัง ดังนั้นอย่าใช้สมาร์ทโฟนยามกำลังโมโห

9. อย่าเดินไปพิมพ์ข้อความไป ไม่เช่นนั้นก็อาจไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของตัวคุณเอง อาทิ ตกท่อน้ำ เพราะมัวแต่มองโทรศัพท์จนลืมมองทาง

10. หลีกเลี่ยงใช้สมาร์ทโฟนในห้องน้ำ อย่าทำเด็ดขาด อาจตกน้ำได้นะ งานนี้ไม่พัง ก็ซ่อม สถานเดียว

 

ที่มา : http://bit.ly/RaMWSm

The Facebook detective

None was a gullible woman robbed of precious items, and she took to social networking to get justice

With improvised detective work, a strong sense of desperation, and much help from Facebook, a woman made headlines when she helped the police nab a con artist. Gullibility had made her a victim, but her case is an example of how determination to fight back _ and the wide reach of social networking _ can turn the situation around.

The 30-year-old “None”_ an alias she uses to keep her privacy _ told Life that after she was duped by Chakorn “Ome” Boonchern, who falsely claimed to carry a famous politician’s surname “Thienthong”, into handing over belongings worth 50,000 baht, the police officer who took her complaint gave her little hope that her case would be investigated.

“I was already distraught when I reached the Bang Na police station to lodge a complaint. I was rather taken aback when the officer who wrote my grievance told me not to expect an investigation for a crime where only a small amount of money is stolen. I decided on starting the Facebook page only when all other means of making progress into the case were exhausted.”

Her Facebook page announced its blunt purpose in the title “Hunt Down Ai Ome” _ Ai Ome is a colloquial way of calling Ome, the perpetrator. Soon the page had nearly 3,000 members.

Her background as a former journalist gave her a head start into a probe that, she admits, has totally consumed her waking hours. Together with the support of a network of friends, she meticulously investigated and uploaded evidence gathered from video footage and accounts from Ome’s other victims.

Four months of intensive evidence gathering _ during which other victims of the same criminal worked together online _ eventually played a pivotal role in helping police track down Ome and book him on theft charges late last month.

DUPED BY GOOD ACTING

None _ who took this alias from her login “none only”, which she formerly used on social network websites _ met the manipulative gold-digger on a Pantip web board, posing as a man on the verge of committing suicide. He candidly announced to everyone that after discovering his girlfriend was cheating on him, he could not take the betrayal and wanted to die.

None was one among a number of sympathisers who encouraged him to look at the bright side of life. In retrospect, she says there was a piece of information that she now realises she shouldn’t have divulged to a stranger. She told him she was unemployed, and sensing she was emotionally vulnerable, he asked to chat with her privately.

“I told him that even though I was unemployed I was doing just fine, and had no reason to be depressed,” said the young woman. “He asked me how I kept my spirits high in times of trial. He made me feel like his hero. I don’t want to go as far as to say that he had the power to control my mind, but I felt he gave me little time to focus on what was happening.

“Giving my mobile number and not changing my login on various websites also made me an open target.”

After she talked him out of taking his life, Ome persuaded her into meeting him the next day to make merit, on the pretence that he wanted to thank her. He rushed her the following morning to see him, saying that his father would also be accompanying them. They were to meet at a coffee shop near Udomsuk, after which he would take her to a nearby temple to make merit.

 

None dropped by a nearby supermarket when he called her mobile. Having researched her well over the Internet the night before, he knew exactly how she looked. She didn’t think too much of the coincidence at the time and went along innocently with his manipulations. The prey was well under the charlatan’s spell, so when he told her that his father could not join them because of an unexpected appointment she didn’t doubt his sincerity at all.

At the coffee shop, he looked especially interested in the Buddha amulet she was wearing. As she saw his hand stretch out to feel the religious relic around her neck, her instant reaction was to take it off to show it to him. Prior to heading off to the temple, she put the amulet into her bag.

As None had left her house in a hurry, her hair was still wet from washing it. Ome coaxed her into getting her hair dried at a nearby salon, so she would look presentable when they arrived at the temple. His airtight plan seemed to be on course _ he had convinced her, with his exceptional acting prowess, that he was genuinely thankful for her support and friendship. Or so it seemed. In less than 24 hours of getting to know him, he had robbed her off possessions, which held sentimental value to her, namely a golden chain and amulet and her favourite bag.

None remembers the last hour the two spent together with mixed emotions, saying: “When we walked to the salon, he looked pale and said he had a heart problem.

“As he was carrying a wallet, phone and umbrella, he asked if it would be okay for him to put his belongings in my bag. Looking at his pathetic physical state, I agreed. When we reached the salon, he put my bag on the counter and suggested that he would look after it while I get my hair washed and dried. I felt he wouldn’t do me wrong because he was thankful for the help I had been to him.

“When I heard the door of the shop open, I still didn’t think anything of it. It was only later after asking vendors near the shop if they had seen him that I realised that he had duped me.”

THE ARREST

The media took notice of the Facebook page “Hunt Down Ai Ome”, which was quickly popular online. And soon the police moved in to investigate.

Ome, who moved accommodation regularly to avoid arrest and suspicion, was eventually caught while attempting to extort money from a professional photographer who had lost his camera, claiming he would return it if he got a 30,000 baht reward. The photographer alerted the police, who by then were able to show the culprit to be the man on the Facebook page.

They arrested the pudgy criminal at a flat in Bangkok’s Lat Phrao district. Uncovered at his residence were 136 seemingly stolen items, namely, handbags, ATM cards, credit cards, computer notebooks and mobile phones. He pleaded guilty to all theft charges, but not to sexual assault. Police recently submitted the case to the prosecution, and are now waiting for the charges to be filed.

When both victim and perpetrator met face to face at the police press conference held to announce his capture, Ome thanked her for helping the police to catch him. None said he went as far as to say that if she didn’t help the police arrest him, he would probably continue to live a life of crime to feed his gambling addiction.

She reacted by saying: “For his sake, I hope he can turn over a new leaf. But I doubt it.

“In jail, he will probably have opportunities to meet hardened criminals, who will pass on to him the tricks of the trade. As he is a very clever person, he might come out a worse off criminal than when he went in.”

 

10 มารยาทบนสังคมออนไลน์ที่ควรทราบ

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมทุกวันนี้อาจดูแหว่งวิ่นไปบ้าง คนออฟฟิศเดียวกัน ยืนอยู่ใกล้ๆ กันอาจไม่ได้คุยกัน พ่อแม่ลูกอยู่บ้านเดียวกันก็อาจไม่ได้คุยกัน ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพราะส่วนหนึ่งของเวลาที่เรามีถูกย้ายไปทำการอยู่บนสังคมออนไลน์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

เมื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น วันนี้เราจึงนำมารยาท และสิ่งที่ไม่ควรกระทำบนสังคมออนไลน์มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

1.ไม่ควรโพสต์ภาพอาหารยั่วยวนใจบ่อยๆ

คนเล่นเฟซบุ๊กหลายคนอาจปฏิเสธว่าไม่จริง เราออกจะชอบดูภาพอาหาร ยิ่งหน้าตาชวนกินยิ่งชอบ แถมถ้าบอกร้านมาด้วยจะตามไปชิมเมนูที่โพสต์แน่ๆ แต่ก็อย่าลืมว่าในจำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊กนั้นอาจมีคนที่กำลังลดน้ำหนัก เป็นเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ หรือถูกสั่งห้ามกินอาหารหน้าตาอร่อยๆ แบบที่คุณกำลังโพสต์ และภาพเหล่านั้นก็จะยิ่งบาดตาบาดใจพวกเขาจนพากันกด Like ให้ภาพของคุณไม่ได้

2.ไม่ควรกด Like พร่ำเพรื่อ

เพราะเพื่อนในเฟซบุ๊กมีหลายประเภท ทั้งเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนชาวต่างชาติ เพื่อนสมัยเรียนประถม ที่จากกันไปนาน และเพิ่งมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง หรือเพื่อนห่างๆ ที่แอดไว้ตั้งนานนมแล้วแต่ไม่ได้สานสัมพันธ์ใดๆ กันต่อ ดังนั้น การคลิก Like ไปทั่วกระทั่งในเรื่อง – ภาพของเพื่อนที่เราห่างเหินมานาน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางใดๆ ในชีวิตเขาในตอนนี้ ก็อาจถูกตีความว่าเราเสแสร้ง ไม่จริงใจได้

3.ไม่โพสต์เรื่องส่วนตัวบนวอลล์คนอื่น

มีช่องทางอีกมากสำหรับคนสองคนที่ต้องการจะสื่อสารเรื่องส่วนตัวของกันและกัน ส่งแมสเซจก็ได้ ส่งเมลก็ได้ ส่ง SMS ก็ได้ คุยทาง MSN ก็ได้ แต่ไม่ใช่การมาโพสต์บนหน้าวอลล์ส่วนตัว เพราะเพื่อนๆ ของเจ้าของวอลล์คนนั้นจะร่วมรับรู้รับทราบทั้งหมด ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ควรจะต้องมารู้ด้วยเลย และนั่นอาจไม่ดีต่อตัวคุณในที่สุดที่ดูเป็นคนไม่มีมารยาท

4.ไม่โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กซ์

ถ้าไม่นับแก๊งของหนุ่มๆ ในออฟฟิศบางแห่งที่นิยมแชร์ภาพสาวสวยกันแล้ว การที่คนเราจะโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กซ์ลงบนสังคมออนไลน์ก็อาจทำให้เพื่อนๆ คนอื่นของคุณกระอักกระอ่วนใจได้ ยิ่งหากเป็นกิจกรรมทางเพศของตัวคุณเองด้วยแล้วยิ่งไม่เหมาะสมอย่างมาก

5.ไม่แท็กเรื่อยเปื่อย

อย่าอัปโหลดทุกภาพที่มีในกล้อง และควรพิจารณาองค์ประกอบในภาพนั้นก่อนว่าดีพอหรือไม่ที่จะโพสต์ออกไป นอกจากนั้น สาวๆ หลายคนอาจเลิกคบกับคุณแน่ๆ ถ้าคุณแท็กภาพที่คุณดูดีสุดๆ แต่เพื่อนสาวที่อยู่ในภาพไม่ได้ดูดีเท่า ดังนั้น หากมีภาพดังกล่าวอยู่ ลองถามตัวเองว่า ถ้าคุณเป็นคนที่กำลังทำหน้าตลกๆ หรือนั่งพุงย้อย คุณจะยังโพสต์ภาพนั้นให้สังคมออนไลน์ร่วมรับรู้หรือไม่

6.ไม่ใช้เฟซบุ๊กสะกดรอยคนอื่น

คนบางคนก็ใช้เฟซบุ๊กในการสืบทราบข่าวคราวความเป็นไปของคนอื่่น เช่น อดีตแฟน สาวคนใหม่ของอดีตแฟน คนที่เราแอบชอบ คนที่เราเกลียด คนที่มายุ่งกับแฟนเรา ซึ่งขอบอกว่าการแอบล้วงข้อมูลเหล่านี้เป็นการกระทำที่เสียเวลาและเสียพลังงานมากทีเดียว

7.ไม่โพสต์ข้อความกล่าวร้ายคนอื่น

คนบางคนเลิกคบกันก็เพราะการโพสต์จิกกัดกันนี่เอง และควรจะเลิกคิดใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความกล่าวร้ายคนอื่นโดยเด็ดขาด เพราะข้อความที่คุณโพสต์จะเห็นกันได้ทั่วไป และอาจผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งคู่กรณีอาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคุณได้ด้วย

 

8.ไม่ควรโพสต์เรื่องทุกอย่างรอบตัว

เพราะบางคนโพสต์ทุกเรื่องในชีวิตลงไปบนเฟซบุ๊ก ทั้งร้านอาหาร ครอบครัว เพื่อนฝูง จนเพื่อนๆ ในลิสต์รับทราบความเป็นไปของเธอตลอดเวลา แล้วแบบนี้จะเหลืออะไรไว้ให้คุยกันเมื่อยามพบหน้า ลองหยุดโพสต์ดูบ้างอาจทำให้ชีวิตของคุณน่าค้นหายิ่งขึ้น

9.ไม่โพสต์ภาพตัวเองถูกทำร้าย

ใครก็ตามที่กล้าโพสต์รูปตัวเองถูกทำร้ายลงบนโลกออนไลน์ รับรองว่า เป็นเรื่องกระหึ่มแน่นอน หรือแม้จะเป็นภาพอาการบาดเจ็บที่น่าหวาดเสียวก็เช่นเดียวกัน เช่น ภาพนิ้วถูกมีดบาดจะขาดมิขาดแหล่ ฯลฯ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะเห็นภาพนั้น แม้ว่าเขาเห็นแล้วจะรู้สึกเสียใจ สลดใจไปกับคุณด้วยก็ตาม

10.ไม่โพสต์นินทาเจ้านายหรือที่ทำงาน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรทำ หากต้องการโพสต์จริงๆ ก็ตั้งกลุ่มลับเฉพาะกันไป อย่าโพสต์ออกมาในที่สาธารณะและเพื่อนๆ ในลิสต์ทุกคนสามารถรับรู้ได้ เพราะมันจะไม่ดีต่อตัวคุณและต่อองค์กรที่ทำงานอยู่ รวมถึงเจ้านายในอนาคตของคุณด้วย เพราะเจ้านายเดี๋ยวนี้ก็เช็กประวัติคนที่จะรับเข้าทำงานจากเฟซบุ๊กกันบ้างแล้วเช่นกัน

ทั้งหมดนี้จึงอาจเป็นรูปแบบการใช้งานที่ควรหลีกเลี่ยง หรือเลือกใช้ให้เหมาะสมสำหรับท่านที่ต้องการมีตัวตนอยู่บนสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัยนั่นเอง

เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก ivillege.co.uk

ที่มา : manager.co.th

ภาพ : Anne Helmind , Matt Hamm, mediamonitor

 

เฟซบุ๊กล้างบาง”ไลค์”เก๊

 

เฟซบุ๊กเดินหน้าเพิ่มระบบคัดกรองการ “ไลค์” ป้องกันการจ้างสร้างความดังให้หน้าเพจ

เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ตเอาจริง เตรียมล้างบางบริการออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ซื้อขายปุ่ม Like หรือ “ชอบ” เพื่อนำไปสร้างภาพว่าเว็บเพจของตัวเองมีผู้นิยมชมชอบอย่างล้นหลาม

ที่ผ่านมามีทั้งเหล่าคนดัง แบรนด์สินค้า หรือแม้แต่องค์กรระดับโลกที่ปรารถนาจะมีคนเข้ามากดไลค์เพื่อดึงดูดความสนใจแและเสริมภาพลักษณ์ความโด่งดังเพื่อหวังผลทางการตลาดและอื่นๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊ก ยืนยันว่า ยอดกดไลค์ที่เห็นกันตามเว็บเพจต่างๆ นั้น อาจไม่ได้เป็นไลค์ที่กดเพราะความนิยมชมชอบอย่างจริงใจ แต่เป็นผลมาจากการว่าจ้างผู้ให้บริการใต้ดินที่รับสร้างความชอบแบบเก๊ๆ โดยเฉพาะ

หลังจากนี้จะมีมาตรการสกัดกั้นไม่ให้บุคคลที่ 3 แอบอ้างเข้ามาแสดงความชื่นชอบอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการกระทำเช่นนั้นขัดต่อหลักการเชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกด้วยความจริงใจ

นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพให้กับการบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ใช้บริการเว็บไซต์มีตัวตนอยู่จริง

มาตรการที่จะนำมาใช้รวมถึงการเพิ่มระบบคัดกรอง “ไลค์” อัตโนมัติว่ามาจากบุคคลที่ 3 ที่ละเมิดข้อบังคับของเฟซบุ๊กหรือไม่ ซึ่งหากประสบความสำเร็จด้วยดี ระบบนี้จะทำให้ปริมาณการกดไลค์ในเว็บเพจต่างๆ หดหายลงไปถึง 1%

ท่าทีกวดขันของเฟซบุ๊กครั้งนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่พอใจต่อผู้ใช้บริการที่เริ่มจะเอือมระอากับมาตรการที่ยุ่งยากมากขึ้นทุกที อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสังคมออนไลน์รายนี้ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง เพียงแต่ต้องการให้ผู้ใช้บริการตระหนักถึงการกดไลค์แบบผิดๆ เพื่อหวังผลทางการตลาด

ที่สำคัญก็คือ หลังจากประกาศมาตรการล้างบางไลค์เก๊ออกไป ปรากฏว่า มีผู้ใช้เข้ามากดไลค์ให้ถึง 700 ครั้งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ที่มา : http://bit.ly/PTf8XV